Highlight
-------------------------------------------------------------------------------------
Summary
ปี 2568 เป็นอีกหนึ่งปีที่ประเทศไทยประสบกับปัญหาอุทกภัยรุนแรง ทั้งน้ำท่วมฉับพลันบริเวณอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา และน้ำท่วมขังเป็นระยะเวลายาวนานหลายเดือนที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเกิดจากสภาวะอากาศที่แปรปรวน พายุที่เกิดผิดที่ผิดเวลา ส่งผลทำให้มีฝนตกมากในเวลาที่ไม่ควรตก จากที่ต้องเก็บน้ำไว้ใช้กลับต้องระบายน้ำเพิ่ม ความผันผวนของสถานการณ์น้ำที่เกิดขึ้นส่งผลทำให้มีความยากต่อการรับมือ
ฝนที่ตกมากก็มากเกิน...ฝนที่ตกน้อยก็น้อยเกิน
ปี 2568 ประเทศไทยมีฝนตกเฉลี่ยทั้งประเทศประมาณ 1,670 มิลลิเมตร มากกว่าปกติประมาณ 11% โดยมีฝนตกมากกว่าปกติเกิดขึ้นเกือบทุกพื้นที่ในภาคเหนือ รวมถึงตอนบนและด้านตะวันตกของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตอนบนของภาคกลางและตอนล่างของภาคใต้ ถึงแม้ในภาพรวมทั้งประเทศจะมีปริมาณฝนมากกว่าปกติ แต่กลับยังคงมีฝนตกน้อยกว่าปกติเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะทางด้านตะวันตกของประเทศตั้งแต่จังหวัดกาญจนบุรี รวมถึงจังหวัดทางด้านตะวันตกของภาคกลาง ครอบคลุมพื้นที่ตลอดแนวยาวลงไปตอนล่างของประเทศจนถึงบริเวณจังหวัดนครศรีธรรมราชที่มีฝนตกน้อยกว่าปกติเกิดขึ้นเกือบทุกพื้นที่ อีกทั้งภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่มีฝนตกน้อยกว่าปกติเกิดขึ้นในหลายพื้นที่เช่นกัน ส่วนภาคตะวันออกมีฝนตกน้อยกว่าปกติเกิดขึ้นเป็นหย่อมเล็ก ๆ ในหลายพื้นที่
เหตุการณ์ฝนตกหนักที่เกิดขึ้นในฤดูแล้ง
เมื่อวิเคราะห์ข้อมูลฝนแยกเป็นรายเดือนจะเห็นได้ว่ามีอยู่ 5 เดือน ที่ฝนตกน้อยกว่าปกติ ได้แก่ มกราคม มีนาคม สิงหาคม ตุลาคม และธันวาคม ส่วน 7 เดือนที่เหลือนั้นมีฝนตกมากกว่าปกติ โดยเฉพาะเดือนพฤศจิกายนที่มีฝนตกมากอย่างผิดปกติที่สุดถึง 98% เนื่องจากเป็นเดือนที่บริเวณตอนบนของประเทศได้เข้าสู่ฤดูแล้งแล้ว แต่ยังคงมีฝนตกหนักมากกว่าปกติในหลายพื้นที่ทางตอนบนของประเทศ ทั้งภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก อีกทั้งพื้นที่ภาคใต้ตอนล่างก็มีฝนตกหนักมากด้วยเช่นกัน
“คัลแมกี” พายุที่มาผิดที่...ผิดเวลา
พายุคือหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้เกิดฝนตกหนักในปี 2568 พายุไต้ฝุ่น “คัลแมกี” (KALMAEGI) คือพายุลูกเดียวที่เคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทยในปีนี้ โดยเข้าไทยบริเวณอำเภอสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี ในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 ในขณะลดระดับลงเป็นพายุดีเปรสชันแล้ว ซึ่งต่อมาได้อ่อนกำลังลงต่อเนื่องเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงบริเวณจังหวัดศรีสะเกษ แล้วเคลื่อนตัวต่อเนื่องไปยังภาคเหนือ ก่อนเคลื่อนเข้าประเทศเมียนมา อิทธิพลของพายุส่งผลทำให้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือมีฝนเพิ่มขึ้นในช่วงวันที่ 6-10 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก เนื่องจากเดือนพฤศจิกายนเป็นช่วงฤดูแล้งในพื้นที่ตอนบนของประเทศ ดังที่กล่าวไปแล้วข้างต้น ซึ่งพายุมักจะเลื่อนตัวลงไปเข้าไทยที่บริเวณภาคใต้มากกว่าพื้นที่ตอนบนของประเทศ
ช่วงเวลาแห่งการเก็บน้ำ....แต่กลับต้องเร่งระบายน้ำ
อีกทั้งเดือนพฤศจิกายนเป็นช่วงที่ต้องเริ่มกักเก็บน้ำ เขื่อนต่าง ๆ ต้องเริ่มกักเก็บน้ำเพื่อเอาไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้ง แต่ในปีนี้ประตูระบายน้ำสำคัญต่าง ๆ ยังคงต้องระบายน้ำจำนวนมากในช่วงเวลาดังกล่าวเพื่อเป็นการลดระดับน้ำที่มีมากจนเกินไป ทั้งที่เขื่อนเจ้าพระยา ประตูระบายน้ำมโนรมย์ ประตูระบายน้ำพลเทพ ประตูระบายน้ำบรมธาตุ ประตูระบายน้ำมะขามเฒ่า-อู่ทอง ประตูระบายน้ำมหาราช ที่ใช้ควบคุมปริมาณน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา รวมถึงเขื่อนพระรามหกที่ใช้ควบคุมปริมาณน้ำที่แม่น้ำป่าสัก เหตุการณ์นี้คือหนึ่งในตัวแปรสำคัญที่ทำให้ยังคงมีน้ำท่วมพื้นที่ภาคกลางโดยเฉพาะจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเกิดขึ้นยาวนานต่อเนื่องไปจนถึงช่วงต้นปี 2569
พายุที่ไม่ได้เข้าไทย....แต่สร้างภัยร้ายแรง
นอกจากพายุไต้ฝุ่น “คัลแมกี” แล้วยังมีพายุอีก 3 ลูก ที่เคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทยในขณะที่สลายตัวลงเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำแล้ว ซึ่งทั้งหมดส่งผลกระทบต่อภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย ประกอบด้วย
1) พายุไต้ฝุ่น “วิภา” (WIHPA) ที่ส่งผลกระทบในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม 2568 พายุลูกนี้ทำให้จังหวัดน่านเกิดน้ำท่วมรุนแรง
2) พายุไต้ฝุ่น “คาจิกิ” (KAJIKI) ส่งผลกระทบในช่วงปลายเดือนสิงหาคม 2568 และ
3) พายุโซนร้อน “หนองฟ้า” (NONGFA) ส่งผลกระทบในช่วงปลายเดือนสิงหาคมถึงต้นเดือนกันยายน 2568
นอกจากนี้ยังมีพายุอีก 17 ลูกที่ถึงแม้จะไม่ได้เคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทยโดยตรง แต่ได้เคลื่อนเข้ามาสลายตัวบริเวณประเทศเพื่อนบ้านหรือเคลื่อนตัวเข้ามายังบริเวณที่ส่งผลกระทบต่อสภาพอากาศของประเทศไทย โดยฉพาะพายุไซโคลน “ซินยาร์” (SENYAR) ที่ส่งผลทำให้เกิดฝนตกหนักและเกิดน้ำท่วมบริเวณภาคใต้ตอนล่าง โดยเฉพาะที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา
เข้าสู่เดือนพฤศจิกายน...แทนที่น้ำจะลดแต่กลับเพิ่มขึ้น
จากการวิเคราะห์พื้นที่น้ำท่วมโดยใช้ข้อมูลจากภาพถ่ายดาวเทียม พบว่าในปี 2568 ประเทศไทยมีพื้นที่ถูกน้ำท่วมประมาณ 9.49 ล้านไร่ กระจายตัวอยู่ในทุกภาคของประเทศ โดยมี 59 จังหวัด 509 อำเภอ 3,133 ตำบล ที่เกิดน้ำท่วมในพื้นที่ ทั้งนี้ดาวเทียมได้ตรวจพบพื้นที่น้ำท่วมจำนวน 7 เดือน เริ่มตั้งแต่เดือนกรกฎาคมจนถึงเดือนธันวาคม โดยเดือนพฤศจิกายนมีพื้นที่ถูกน้ำท่วมมากที่สุดประมาณ 5.31 ล้านไร่ รองลงมาคือเดือนกันยายน 4.90 ล้านไร่ และเดือนตุลาคม 4.46 ล้านไร่ ซึ่งถือเห็นเหตุการณ์ที่ค่อนข้างผิดปกติจากที่เคยเป็น เนื่องจากโดยปกติแล้วพื้นที่น้ำท่วมมักเกิดขึ้นอนข้างมากในช่วงเดือนสิงหาคมถึงตุลาคม และจะลดลงในช่วงเดือนพฤศจิกายนเป็นต้นไปเนื่องจากได้เริ่มเข้าสู่ฤดูแล้ง แต่ในปีนี้เดือนพฤศจิกายนกลับยังคงมีพื้นที่น้ำท่วมเพิ่มขึ้นจากเดือนตุลาคม ซึ่งมีสาเหตุมาจากได้รับผลกระทบจากพายุคัลแมกี ดังที่กล่าวไปแล้วข้างต้น
น้ำไหลลงเขื่อนมากที่สุดในรอบ 10 ปี
ปี 2568 เขื่อนขนาดใหญ่ทั้ง 35 แห่งทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำไหลลงเขื่อนสะสมรวมกันทั้งปี 56,695 ล้านลูกบาศก์เมตร มากที่สุดเมื่อเทียบกับข้อมูลย้อนหลังในรอบ 10 ปี แต่ก็มีการระบายน้ำออกไปมากถึง 46,039 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งมากเป็นอันดับที่ 2 รองจากปี 2561 ทำให้ ณ วันสิ้นปี มีน้ำกักเก็บคงเหลือ 62,417 ล้านลูกบาศก์เมตร (88% ของความจุเขื่อน) อยู่ในเกณฑ์น้ำมาก ซึ่งมากที่สุดหากเทียบกับข้อมูลย้อนหลังในรอบ 10 ปี เป็นปริมาณน้ำใช้การได้จริง 38,878 ล้านลูกบาศก์เมตร และแม้จะมีการระบายน้ำออกไปเป็นจำนวนมากแล้วก็ตาม แต่ ณ วันสิ้นปี ยังมีเขื่อน 2 แห่ง ที่ยังคงเกิดสถานการณ์น้ำล้นเขื่อน คือ เขื่อนแม่งัด จ.เชียงใหม่ และเขื่อนกิ่วคอหมา จ.ลำปาง ส่วนเขื่อนที่มีปริมาณน้ำเก็บกักคงเหลืออยู่ในเกณฑ์น้ำมากมี 12 แห่ง น้ำปานกลาง 15 แห่ง น้ำน้อย 5 แห่ง และมีเพียงเขื่อนลำตะคองเพียงเขื่อนเดียวที่มีปริมาณน้ำกักเก็บคงเหลืออยู่ในเกณฑ์น้ำน้อยวิกฤต
เขื่อนภูมิพลมีปริมาณน้ำไหลเข้ามาก เป็นรองเพียงแค่ปี 2554 เท่านั้น
สำหรับเขื่อนภูมิพล ในปี 2568 มีปริมาณน้ำไหลลงเขื่อนสะสมทั้งปีมากถึง 10,313 ล้านลูกบาศก์เมตร มากเป็นอันดับที่ 2 รองจากปี 2554 หากเทียบกับข้อมูลตั้งแต่มีการสร้างเขื่อน ทำให้ช่วงปลายปี ปริมาณน้ำกักเก็บของเขื่อนจึงมีมากถึง 12,951 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 96% ของความจุเขื่อน อยู่ในเกณฑ์น้ำมาก โดยมากเป็นอันดับที่ 3 รองจากปี 2545 และปี 2518 หากเทียบกับข้อมูลตั้งแต่มีการสร้างเขื่อน
เขื่อนสิริกิติ์ทุบสถิติน้ำไหลลงเขื่อนรายวันมากกว่าปี 2554
ส่วนเขื่อนสิริกิติ์ ในปี 2568 มีปริมาณน้ำไหลลงเขื่อนสะสมทั้งปี 9,187 ล้านลูกบาศก์เมตร มากที่สุดเป็นอันดับที่ 2 เป็นรองเพียงแค่ปี 2554 เท่านั้น หากเทียบกับข้อมูลตั้งแต่มีการสร้างเขื่อน แต่หากดูตัวเลขปริมาณน้ำไหลเข้ารายวันจะพบว่าระยะเวลาเพียง 1 วัน มีปริมาณน้ำไหลเข้ามากถึง 300.42 ล้านลูกบาศ์เมตร ซึ่งเกิดในวันที่ 26 กรกฎาคม 2568 และเป็นปริมาณน้ำที่มากกว่าปี 2554 ค่อนข้างมาก ทำให้ต้องเร่งระบายน้ำตลอดเดือนสิงหาคมและช่วงต้นเดือนถึงกลางเดือนตุลาคม 2568 แต่ปริมาณระบายยังคงน้อยกว่าปี 2554 ค่อนข้างมาก หากเทียบกับช่วงเวลาเดียวกัน การระบายน้ำในช่วงเวลานี้เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์น้ำล้นเขื่อน ซึ่งจะเห็นได้ว่าช่วงต้นเดือนตุลาคมถึงช่วงต้นเดือนธันวาคม 2568 ปริมาณน้ำมีมากจนเกือบถึงระดับกักเก็บปกติ และเป็นระดับที่ใกล้เคียงกับปี 2554 ทั้งนี้จากการะบายน้ำออกดังกล่าว ทำให้เขื่อนสิริกิติ์มีปริมาณน้ำกักเก็บคงเหลือ ณ วันสิ้นปีอยู่ที่ 8,837 ล้านลูกบาศก์เมตร (93% ของความจุเขื่อน) อยู่ในเกณฑ์น้ำมาก โดยเป็นปริมาณน้ำใช้การได้จริง 5,987 ล้านลูกบาศก์เมตร
สถานการณ์น้ำปี 2568 สะท้อนให้เห็นถึงความแปรปรวนของสภาพอากาศที่รุนแรงมากขึ้น ทั้งลักษณะฝนที่เปลี่ยนไป พายุที่เกิดผิดฤดูกาล รวมถึงปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนในระดับสูงเป็นประวัติการณ์ ถึงแม้ปีนี้ประเทศไทยจะมีน้ำต้นทุนจำนวนมากสำหรับรองรับช่วงฤดูแล้ง แต่เหตุการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นยืดเยื้อยาวนาน รวมถึงน้ำท่วมฉับพลันที่สร้างความเสียหายอย่างมหาศาล ที่เกิดขึ้นในปีนี้ ก็เป็นสัญญาณสำคัญที่ต้องเร่งปรับตัวและบริหารจัดการทรัพยากรน้ำให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นในอนาคต
-------------------------------------------------------------------------------------
Full Report
Click เพื่ออ่านรายงานฉบับเต็ม
[https://www.thaiwater.net/uploads/contents/current/watersituation2025/highlight.html]